BLOG

คลายข้อสงสัย “ดอกเบญจมาศ” ที่ตกแต่งอยู่บนจานซาชิมิสามารถทานได้หรือไม่?

Posted on:

“เบญจมาศ” เป็นดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ร่วงของประเทศญี่ปุ่น มีช่วงฤดูกาลเจริญเติบโตอยู่ในเดือนกันยายน-ตุลาคม ชาวญี่ปุ่นมักนำดอกเบญจมาศสีเหลืองสดใสมาตกแต่งบนจานซาชิมิหรือเมนูปลาดิบในฐานะเครื่องเคียงเช่นเดียวกับผักทั่ว ๆ ไป แต่น้อยคนนักที่จะกล้าทาน เพราะคิดว่า “ดอกเบญจมาศมีไว้สำหรับตกแต่งจาน ไม่ได้มีไว้สำหรับรับประทาน” แถมยังมี “รสขม” ไม่อร่อยอย่างที่คิด

แต่เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า นอกจากดอกเบญจมาศแบบทั่วไปที่มีไว้ประดับตกแต่งและชื่นชมความงามแล้ว ยังมี “ดอกเบญจมาศทานได้” อยู่หลากหลายสายพันธุ์ในญี่ปุ่น เช่น พันธุ์มตเทะโนะโฮะกะ ดอกเบญจมาศสีม่วงอมชมพูที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่าเป็น “ราชาแห่งดอกเบญจมาศที่ทานได้”, พันธุ์คาคิโนะโมโตะ ดอกเบญจมาศสีม่วงอมชมพูที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการหมักดองน้ำส้มสายชูและใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารของชาวจังหวัดนีงาตะ โดยดอกเบญจมาศทานได้จะแตกต่างจากดอกเบญจมาศทั่วไปตรงที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงและมีประโยชน์ต่อร่างกายนั่นเอง

ความแตกต่างของดอกเบญจมาศทั่วไปกับดอกเบญจมาศทานได้

แม้ว่าเบญจมาศจะเป็นดอกไม้ที่ไม่มีพิษ แต่ก็ไม่ใช่ว่าดอกเบญจมาศทุกชนิดสามารถทานได้! เพราะเบญจมาศเป็นดอกไม้ที่ “มีรสขมมาก” ทำให้สายพันธุ์ที่มีรสขมน้อยถูกจัดอยู่ในประเภท “ดอกเบญจมาศทานได้”

ดอกเบญจมาศทานได้สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในญี่ปุ่นก็คือ “พันธุ์มตเทะโนะโฮะกะ” (もってのほか) และ “พันธุ์คาคิโนะโมโตะ” (カキノモト) ที่เราได้กล่าวไปข้างต้น อีกทั้งยังมี “พันธุ์เอนเมระคุ” (延命楽) เป็นดอกเบญจมาศที่มีสีม่วงอมชมพูเช่นเดียวกัน ส่วนดอกเบญจมาศสีเหลืองสำหรับรับประทานที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปจะเป็น “พันธุ์อะโบคิว” (阿房宮) โดยชาวญี่ปุ่นมักเรียกในอีกชื่อว่า “โคะกิคุ” (小菊) แปลว่าดอกเบญจมาศขนาดเล็ก

ดอกเบญจมาศพันธุ์มตเทะโนะโฮะกะ, พันธุ์คาคิโนะโมโตะ และพันธุ์เอนเมระคุ จะมีลักษณะและสีที่คล้ายกัน
ดอกเบญจมาศพันธุ์อะโบคิว หรือ โคะกิคุ

วิธีการทานดอกเบญจมาศและข้อควรระวัง

หลายคนอาจมองว่า ดอกไม้เป็นวัตถุสำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่ความจริงแล้ว ในร้านปลาดิบทั่วไปในญี่ปุ่นมักใช้ “ดอกเบญจมาศทานได้” เสิร์ฟมาพร้อมกับเมนูอาหาร ซึ่งหมายความว่า “ดอกเบญจมาศเป็นอาหารที่รับประทานได้” ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถรับประทานดอกไม้สดได้เลย โดยวิธีรับประทานดอกเบญจมาศที่ถูกต้องก็คือ ให้เด็ด “กลีบดอก” และทานคู่กับเนื้อปลาดิบจิ้มซอสโชยุจะได้รสชาติที่อร่อยกำลังดี ไม่ควรทานดอกไม้เข้าไปทั้งตัวดอก เพราะดอกไม้จะมีส่วนที่เรียกว่า “ตัวชูเกสร” ซึ่งเป็นส่วนที่มีรสขมอยู่

ดอกเบญจมาศในญี่ปุ่นจะมีทั้งสายพันธุ์ที่มีกลีบดอกขนาดเล็กและกลีบดอกขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งสองล้วนสามารถนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงหรือนำมาโรยหน้าบนเมนูน้ำซุปได้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังช่วยเพิ่มสีสันให้เมนูอาหารดูน่ารับประทานเข้ากับฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าดอกเบญจมาศจะเป็นดอกไม้ปลอดภัยที่แทบไม่ต้องกังวลเลยว่าถ้าทานมากเกินไปจะส่งผลเสียงต่อร่างกายหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ดอกเบญจมาศเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่ “มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายเย็น” เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีภาวะร่างกายไวต่อความเย็นหรือเป็นโรคแพ้ความเย็นควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หากต้องการรับประทานแนะนำให้ทานดอกเบญจมาศคู่กับเก๋ากี้จะช่วยลดฤทธิ์เย็นได้

ประโยชน์ของดอกเบญจมาศ

 

ในดอกเบญจมาศ 100 กรัมจะมีวิตามินอีอยู่ 4.6 มิลลิกรัม ในขณะที่อัลมอนด์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ขุมสมบัติของวิตามินอี” มีวิตามินอีอยู่ 3.0 มิลลิกรัม อย่างไรก็ตาม โอกาสที่คนทั่วไปจะได้ทานดอกเบญจมาศในปริมาณเยอะ ๆ ในชีวิตประจำวันคงหาได้ยากเมื่อเทียบกับอัลมอนด์ที่หาซื้อได้ง่ายในปัจจุบัน อีกทั้ง คุณค่าทางอาหารของดอกเบญจมาศในปริมาณที่น้อยแทบจะไม่ส่งผลอะไรกับร่ายกายมนุษย์สักเท่าไหร่ แต่หากเราสามารถรับประทานดอกเบญจมาศในปริมาณที่มากเพียงพอได้แล้วล่ะก็ ร่างกายของเราจะได้รับวิตามินอีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน!

หวังว่าบทความนี้จะทำให้เพื่อน ๆ สนใจดอกเบญจมาศที่ถูกตกแต่งอยู่บนจานอาหารได้ไม่มาก็น้อยนะคะ ถ้ามีโอกาสอย่าลืมลองทานด้วยวิธีที่เราแนะนำกันไว้ด้วยล่ะ!    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

BLOG

จัดอันดับ เครื่องดื่มกล่องกระดาษที่ถูกใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด

Posted on:

นอกจากเครื่องดื่มขวดพลาสติกกับแบบกระป๋องแล้ว เครื่องดื่มในแพ็คเกจกล่องกระดาษก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น เราลองไปดูการจัดอันดับกันค่ะว่าเครื่องดื่มแพ็คเกจกระดาษอันไหนจะอร่อยถูกใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด

อันดับ 1 : Yuki Jirushi Coffee

 

อันดับหนึ่งตกเป็นของ Yuki Jirushi Coffee ผลิตภัณฑ์นมที่จัดจำหน่ายโดยบริษัท Megmilk Snow Brand นับตั้งแต่ออกวางจำหน่ายในปี 1963 ก็ได้รับความนิยมมานานไม่ว่าจะในผู้ใหญ่หรือเด็ก แรกเริ่มเดิมทีนั้นจะเป็นกล่องรูปทรงสามเหลี่ยม แต่หลังจากปี 1970 ก็ได้เปลี่ยนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม

สำหรับแฟน ๆ รุ่นเก่าคงจะคิดถึงกล่องรูปทรงสามเหลี่ยมอยู่ไม่น้อยเลย ในปี 2017 เนื่องในโอกาสครบรอบการวางจำหน่ายปีที่ 5 ก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยยังรักษากลิ่นกาแฟหอม ๆ กับรสนมนุ่มลิ้นซึ่งเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์เอาไว้และเพิ่ม aftertaste มากขึ้น  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

อันดับ 2 : Calpis Water

 

รองลงมาคือ Calpis Water เครื่องดื่มรสนมเปรี้ยวให้ความสดชื่น ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท elbee ซึ่งพัฒนาโดย Asahi สามารถเพลิดเพลินกับน้ำคาลพิสที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์จากกรรมวิธีการผลิตแบบธรรมชาติในแพ็คเกจกระดาษที่เรียบง่าย นอกจาก Calpis Water แล้วยังมี Calpis รุ่นแพ็คเกจกระดาษอีกหลายรุ่น แต่ส่วนใหญ่เรามักจะพบเห็นแบบขวดพลาสติกมากกว่า หากเป็นคนชอบแพ็คเกจกระดาษ ต้องไปลองหาซื้อให้ครบดูนะคะ

อันดับ 3 : Yasai Seikatsu

 

อันดับ 3 คือ Yasai Seikatsu น้ำผักผลไม้รวมยอดนิยมที่จะช่วยให้ได้รับสารอาหารจากผักได้ง่ายขึ้น เริ่มต้นวางจำหน่ายในปี 1995 ด้วยซีรีส์ Yasai Seikatsu 100 เนื่องด้วยการทานผักผลไม้สด ๆ อาจทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินได้ไม่ดีพอ แต่การทำเป็นน้ำผักผลไม้รวมจะช่วยให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น แถมผู้ผลิตยังลดกลิ่นเหม็นเขียวของผักอย่างแครอทลงไปมาก ดังนั้นแม้แต่คนที่ไม่ชอบผักก็สามารถดื่มได้อย่างง่ายดาย นอกจากรส Original แล้วยังมีรสชาติอื่น ๆ อย่าง Berry Salad, Mango Salad, Apple Salad ฯลฯ

อันดับที่ 4 – 10 มีดังนี้ค่ะ

อันดับที่ 4 : Tropicana

 

อันดับที่ 5 : Morinaga Cocoa

 

อันดับที่ 6 : Cafe Ore

 

อันดับที่ 7 : Dole

 

 

อันดับที่ 8 : Lipton

 

อันดับที่ 9 : Minute Maid

 

อันดับที่ 10 : 100% Kajyu Inryou

BLOG

”โอยะโกะด้ง” ข้าวหน้าไก่กับไข่ เกิดขึ้นได้แต่ใดมา?

Posted on:

เมื่อวันก่อนผู้เขียนไปนั่งกินอาหารญี่ปุ่นราคาถูกมา กินกับแกล้มของทอดพวกปลาซาบะทอด ยังไม่อิ่ม พอดีไปเห็นเมนู “ข้าวหน้าไก่กับไข่” (親子丼 โอยะโกะด้ง แปลตรงตัวแปลว่า ข้าวหน้าแม่ลูก โอ้ คนหนอคน ทำไมโหดจัง กินหมดทั้งแม่ทั้งลูก (ฮา)) สั่งมากิน อร่อยดีตามประสาคนไม่ได้กินมานานแล้ว ก็เลยมาค้นหาดูประวัติความเป็นมาของอาหารเมนูนี้แล้วมาเล่าสู่กันฟัง

ความเป็นมาของ “โอยะโกะด้ง”

เมื่อพูดถึง “ดมบุริ” (ข้าวราดหน้าใส่ชาม) คนมักนึกถึง อุนาด้ง 鰻丼 (ข้าวหน้าปลาไหลย่าง) เท็นด้ง 天丼 (ข้าวหน้าเทมปุระ) และคัตสึด้ง カツ丼 ก่อนอย่างอื่น ซึ่งว่ากันว่า อุนาด้งนี่หละเกิดก่อนดมบุริทั้งปวง (คือช่วงศักราชบุนกะ 文化 ตรงกับช่วงปี พ.ศ.2347 ถึง พ.ศ. 2361 ราวช่วงรัชกาลที่ ๑ ของไทย) ต่อจากนั้นจึงเป็นเท็นด้ง ส่วนคัตสึด้งมีเรื่องเล่าหลายทฤษฎีแต่ว่าที่แพร่หลายที่สุดคือ ร้านซันโซอัน 三朝庵 ร้านโซบะเก่าแกแถว ม.วาเซดะ (ปัจจุบันร้านปิดกิจการแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2561) เป็นผู้คิดทำขึ้น โดยเอาเศษเหลือๆ ของหมูชุบเกล็ดขนมปังทอด (cutlets カツレツ) มาทำเป็นคัตสึด้ง (เป็นเมนูกำจัดของเหลือดีมาก)

 

ส่วนโอยะโกะด้งนั้น มีข้อเขียนที่กล่าวว่า พบว่ามีการใช้คำว่า “โอยะโกะด้ง” มาโฆษณา โดยร้าน เอโดะโค (江戸幸) ย่านโกเบโมโดริมาจิ (神戸元町) มาตั้งแต่ปีเมจิที่ 17 (พ.ศ. 2427) แล้ว

 

แต่ทฤษฎีที่กล่าวกันโดยทั่วไปนั้น กลับว่ากันว่า “โอยะโกะด้ง” เกิดขึ้นเมื่อปีเมจิที่ 20 (พ.ศ. 2430) โดยต้นคิดคือร้านอาหารเมนูไก่ “ทามาฮิเดะ” (玉ひで) ย่านนิฮอนบาชิ นิงเกียวโช ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2303 อยู่มา 250 ปีแล้วจนถึงทุกวันนี้ตอนนั้นมีลูกค้าคนหนึ่ง เอาไข่ตอกใส่ “หม้อไฟไก่ชน” (軍鶏鍋) แล้วเรียกว่า “ต้มไก่กับไข่” (親子煮 โอยะโกะนิ=ต้มแม่ลูก) ของเจ้าของรุ่นที่ 5 ก็เลยเกิดไอเดียขึ้นมาว่า เห็นลูกค้าเอาไข่ใส่น้ำซุปที่เหลือในหม้อไฟไก่ แล้วเอามากินเป็นกับข้าวก็ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเอาน้ำราดข้าวมันเสียเลย แต่เพราะทีแรกรู้สึกกระดากว่า อันร้านเราก็เป็นร้านเก่าแก่มีชื่อมานาน จะเสิร์ฟอาหารแบบ ข้าวราดน้ำซุป (ก้นหม้อ) ก็ดูกระไรอยู่ เลยทำเป็นแค่เมนูเดลิเวอรี่ไปเสีย

แต่ต่อมาไปๆ มาๆ กลายเป็นเมนูยอดนิยมในหมู่คนทำงานตลาดปลา ตอนหลังเลยกลายเป็นเมนูรับประทานที่ร้านตามคำเรียกร้อง  ซึ่งกว่าจะเอามาเป็นเมนูขายในร้านได้ก็ปาเข้าไปปีโชวะที่ 54 (พ.ศ. 2522)

 

 

เมนูนี้ (ฉบับออริจินัล) อร่อยตรงที่เนื้อไก่นั้นดูดน้ำซุปก้นหม้อ ใส่ต้นหอมด้วย พอตอกไข่ใส่ ราดข้าว ข้าวดูดน้ำซุป ยิ่งอร่อย อารมณ์ประมาณเดียวกับกิวด้ง 牛丼 (ข้าวหน้าเนื้อวัว) ซึ่งกิวด้งเองนั้นสมัยก่อนคนเรียกว่า กิวนาเบะบุคคาเคะ 牛鍋ぶっかけ (ข้าวราดหน้าหม้อไฟเนื้อ) เป็นของฮิตในหมู่ชาวบ้านคนเอโดะอยู่แล้ว เพราะบางทียังเอาซุปมิโสะมาราดข้าวกิน แต่ต้องมาถึงยุคเมจิถึงจะมีการตอกไข่ใส่ลงไป (ในยุคเอโดะ ไข่เป็นอาหารชั้นสูง ชาวบ้านเอื่อมไม่ถึง ต้องมาถึงยุคเมจิแล้วจึงเป็นของที่ใครๆ ก็กินได้) กิวด้งเองนั้นก็เป็นของกินยอดฮิตมาเป็นสิบปีแล้วก่อนที่โยชิโนยะ 吉野家 จะมาขายกิวด้งแถวตลาดปลาที่นิฮอนบาชิ

ในยุคเอโดะ ไข่เป็นอาหารชั้นสูง แต่พอเข้ายุคเมจิ ใครๆ ก็กินไข่ได้ (ก็เลยมีปรากฏการณ์ตอกไข่ใส่หม้อไฟ) และมาถึงยุคนี้ อาหารจำพวกข้าวใส่ชาม (ดมบุริ) ก็เป็นที่นิยมในหมู่คนทำงานและนักศึกษาที่ชีวิตยุ่งๆ (เพราะกินหมดไว ชามเดียวอิ่ม) และยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยีอาหารก้าวไกล เดี๋ยวนี้ไปถึงขั้นที่มี “โอยะโกะด้ง freeze dry” แล้ว ผลิตโดยบริษัท Amano Foods มาในรูปแบบผลิตภัณฑ์อัดเป็นก้อนแข็งสี่เหลื่ยม เติมน้ำร้อน แล้วจะคืนสภาพกลายเป็นหน้าไก่กับไข่ราดข้าวได้เลย

 

ว่าแต่ว่าร้านไหนกันแน่ที่เป็นต้นคิด “โอยะโกะด้ง”?

ท่านผู้อ่านอาจตั้งคำถามว่าตกลงใครเป็นต้นคิดชื่ออาหารว่า “โอยะโกะด้ง” กันแน่ เป็นร้านทามาฮิเดะที่เป็นออริจินัลจริงๆ หรือที่จริงชื่อนี้มีมาก่อนหน้าแล้ว? ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าเขาเคลมกันยังไงว่าใครเป็นออริจินัล แต่เคยอ่านเจอว่าอย่างของฝรั่งเคยมีกรณีพิพาทเรื่องเค้กช็อกโกแลตที่เรียกว่า Sachertorte ว่าใครเป็น “ออริจินัล” กันแน่ ซึ่ง Sacher Hotel ชนะคดีในศาลแล้วได้สิทธิ์แปะชื่อว่าเป็น Original Sacher-Torte ไป เรียกว่าที่ขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะอยากได้ชื่อว่าเป็น “ออริจินัล” ล้วนๆ เลย แน่นอนว่าอัพราคาได้ ส่วนโอยะโกะด้งนั้น เท่าที่ผู้เขียนเคยกินก็มีทั้งอร่อยและไม่อร่อย ที่ไม่อร่อยเพราะทำแบบลวกๆ อย่างในโรงอาหารที่มหาลัยแค่เอาเนื้อไก่ที่ต้มทิ้งไว้ก่อนแล้วมาต้มใส่น้ำหวานๆ ใส่ไข่หน่อยแล้วราดข้าว เนื้อไก่มันก็ไม่มีรสไป พอมาถึงตรงนี้แล้วบอกตรงๆ ว่าเดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะสั่งมากินอีก ขอให้เจริญอาหารนะครับ          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

BLOG

โควิดทำพิษ! รามูเนะกำลังจะหายไปจากญี่ปุ่น!?

Posted on:

ถ้าพูดถึงหน้าร้อนญี่ปุ่น นอกจากชุดยูกาตะแล้วก็ต้องนึก “รามูเนะ” หรือเครื่องดื่มอัดลมในขวดสีฟ้าสุดคาวาอี้ แต่เครื่องดื่มที่เป็นเหมือนตัวแทนหน้าร้อนของญี่ปุ่นนั้นกำลังอยู่ในวิกฤต!

รามูเนะคืออะไร?

รามูเนะ เป็นเครื่องดื่มที่มาจากอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 19 มาจากคำว่า “เลม่อนเนด” (Lemonnade) ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นเป็นอย่างมากในสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868 – 1912) เครื่องดื่มนี้มีความพิเศษอยู่ตรงขวดบรรจุภัณฑ์ที่ปากขวดถูกปิดด้วยลูกแก้ว ก่อนดื่มต้องดันลูกแก้วให้ตกไปในขวดก่อนถึงจะดื่มได้ เวลายกดื่มต้องหาองศาดีๆ เพื่อไม่ให้ลูกแก้วกลิ้งมาปิดปากขวด ญี่ปุ่นเคยมีบริษัทผลิตรามูเนะมากถึง 2,300 แห่งทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันมีบริษัทที่เข้าร่วมสมาคมผู้ผลิตรามูเนะเหลืออยู่เพียง 33 แห่ง ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้บางบริษัทต้องปิดม่านกิจการที่ดำเนินมาเกือบศตวรรษไปอย่างน่าเสียดาย

โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างไรกับรามูเนะ?

มีการคาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคเครื่องดื่มอัดลมในครัวเรือนจะสูงขึ้น เนื่องจากคนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นในสถานการณ์โควิด-19 แต่สำหรับวงการรามุเนะแล้วยอดขายไม่ได้มาจากการบริโภคภายในครัวเรือน เพราะสำหรับคนญี่ปุ่น รามุเนะเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มเมื่อมีงานเทศกาลพิเศษ เช่น งานวัด งานดอกไม้ไฟ พิษโควิด-19 ทำให้งานต่างๆ ถูกยกเลิกไป รามุเนะก็พลอยขายไม่ออกไปด้วย รามุเนะที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นสามารถแยกตามประเภทบรรจุภัณฑ์ได้เป็นแบบแก้วและแบบพลาสติก เมื่อเทียบยอดขายรามุเนะแบบแก้วของปี 2019 กับปี 2020 พบว่าติดลบ 35% ส่วนแบบพลาสติกติดลบถึง 76% เพราะกรดคาร์บอนิกที่ให้ความซ่าจะสลายตัวในขวดพลาสติกได้เร็วกว่าขวดแก้ว ทำให้เก็บได้ไม่นาน ขายไม่ออกก็ต้องจำใจทิ้ง ผู้ผลิตรามุเนะบางรายใช้ขวดแก้วเพื่อลดต้นทุน แต่กลับขาดทุนหนักกว่าเดิม เพราะเมื่อขายไม่ออกก็ไม่มีขวดแก้วกลับมาให้รียูส พอขายไม่ออกมากๆ เข้า สินค้าก็ค้างสต็อกจนต้องทิ้งไปนั่นเอง

ตลาดต่างประเทศคือทางออก?

 

มีบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายรามุเนะหลายเจ้าที่เริ่มหันไปพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น เช่น บริษัท Kimura Drink ที่เน้นตีตลาดอเมริกาที่มีพฤติกรรมการซื้อแบบตุนซึ่งต่างจากผู้บริโภคญี่ปุ่น ทำให้รามุเนะแบบขวดแก้วได้รับความนิยม นอกจากนี้ความถี่ในการบริโภคระหว่างผู้บริโภคชาวอเมริกาและญี่ปุ่นยังต่างกันอีกด้วย ผู้บริโภคชาวอเมริกานิยมดื่มรามุเนะในวันปกติ ส่วนผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่นิยมดื่มในช่วงเวลาพิเศษ ปัจจุบันบริษัทที่ส่งออกรามุเนะไปต่างประเทศมีประมาณ 5 แห่งเท่านั้น หากอุปสงค์การบริโภครามุเนะภายในประเทศไม่กลับมา อาจจะหนีวิกฤตนี้ไม่พ้น

นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มดับกระหายแล้ว รามุเนะยังเป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อนญี่ปุ่นอีกด้วย ผู้ผลิตรามูเนะส่วนใหญ่เป็นรายย่อย หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น อาจจะประสบชะตากรรมเดียวกับ “น้ำมะเน็ด” รามูเนะเมืองไทยที่เหลือไว้เพียงชื่อ…    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

BLOG

เรื่องของขนม “ยัตสึฮาชิ” และ “นามะยัตสึฮาชิ” ของดีเมืองเกียวโต

Posted on:

ท่านผู้อ่านที่เคยไปเที่ยวเกียวโตน่าจะได้เคยเห็นขนม “ยัตสึฮาชิ” และก็ “นามะยัตสึฮาชิ” กัน โดยเฉพาะร้านขายตามแหล่งท่องเที่ยวเช่นที่อาราชิยามะ และก็ทางเดินขึ้นวัดคิโยมิซึ วันนี้จะขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของขนม “ยัตสึฮาชิ” กันก่อนนะครับ

ความเป็นมาของขนม “ยัตสึฮาชิ”

ขนมยัตสึฮาชิ

ว่ากันว่าขนมยัตสึฮาชินั้นมีมาแต่ปี พ.ศ.2232 (ปีที่สองแห่งศักราชเก็นโรคุ) ซึ่งเป็นปีที่ร้านขายขนมนี้ ได้แก่ ร้านโชโกะอิงยัตสึฮาชิโซฮอนเท็น (聖護院八ッ橋総本店) และร้านฮอนเคะนิชิโอะยัตสึฮาชิ (本家西尾八ッ橋) ได้ตั้งร้านขึ้น (โอ ตั้งมาสามร้อยกว่าปีแล้วหรือนี่)

เรื่องที่ว่าขนมนี้ถูกคิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมจึงใช้ชื่อนี้นั้น มีเรื่องเล่าสองกระแสดังนี้

กระแสแรก เขาว่าขนมนี้ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึง ยัตสิฮาชิ เค็งเกียว (八橋検校) นักดีดพิณญี่ปุ่น (โคโดะ 琴) ชื่อดัง มันจึงเป็นขนมอบที่รูปร่างละม้ายพิณญี่ปุ่น โดยคิดทำและขายในปี พ.ศ.2232 (ปีที่สองแห่งศักราชเก็นโรคุ) สี่ปีให้หลังนับจากมรณกรรมของนักดีดพิณชื่อก้องผู้นั้น

กระแสที่สอง เขาว่าขนมนี้ได้ชื่อว่า “ยัตสึฮาชิ” ตามบทกวีในหนังสือ “อิเสะ โมโนกาตาริ” (伊勢物語) ที่มีบทกวีที่เอ่ยถึง “มิคาวะ โนะ คุนิ ยัตสึฮาชิ” (三河の国八橋) ซึ่งยัตสึฮาชิในบทกวีนั้น ทุกวันนี้คือ “ตำบลยัตสึฮาชิ” (八橋町) ในอำเภอจิริว (知立市) จังหวัดไอจิ ที่ซึ่งแม่น้ำแยกสายเหมือนขาแมงมุม จึงมีสะพานแปดแห่ง เลยเรียกที่นั่นว่า “แปดสะพาน” (ยัตสึฮาชิ) ขนมนี้ทำรูปร่างขึ้นมาให้ละม้าย “สะพาน” ตามที่กล่าวถึงในบทกวี

 

ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเชื่อเรื่องเล่ากระแสใดดี?

ทุกวันนี้ร้านที่ขายขนมยัตสึฮาชิในเกียวโตนั้นมีเป็นสิบเจ้า เจ้าที่ดังๆ ก็ได้แก่ ร้านโชโกะอิงยัตสึฮาชิโซฮอนเท็น (聖護院八ッ橋総本店) ร้านฮอนเคะนิชิโอะยัตสึฮาชิ (本家西尾八ッ橋) และร้านอิซุทสึยัตสึฮาชิฮอนโปะ (井筒八ッ橋本舗) เป็นต้น

 

ขนมยัตสึฮาชิเป็นขนมอบทำจากแป้งข้าวเจ้า ปรุงด้วยน้ำตาล อบเชย และอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปโค้งอย่างที่ว่า แต่ก็มีบางร้านทำเป็นแผ่นเรียบ บางร้านก็ใส่ลวดลายตามฤดูกาลลงบนขนมก็มี

พูดถึงขนม “นามะยัตสึฮาชิ”

ขนมนามะยัตสึฮาชิ

ขนม “นามะยัตสึฮาชิ” (生八ッ橋) เป็นขนมแป้งข้าวเจ้าแบบ “นิ่ม” คือไม่ใช่ขนมอบ ส่วนใหญ่นิยมทำแบบเอาแป้งมาใส่ไส้ตรงกลางแล้วพับเป็นรูปสามเหลี่ยม รสคลาสสิกมักเป็นรสอบเชย รสชาเขียว แต่เดี๋ยวนี้มีรสแปลกๆ เอาใจคนยุคใหม่ เช่น รสรามูเนะ (เครื่องดื่มน้ำอัดลมของญี่ปุ่น) รสลูกพลับ รสยูสุ รสช็อกโกแลต รสช็อกโกแลตถั่วแดง ฯลฯ

พ้นยุคโควิดใครได้ไปเที่ยวเกียวโต ลองซื้อกินดูนะครับ โดยเฉพาะ “นามะยัตสึฮาชิ” มีขายตามย่านท่องเที่ยวทั่วไป ใครชอบขนมที่กินง่ายๆ ดูเบาๆ น่าจะชอบกันนะครับ      สล็อตเว็บตรง

BLOG

สายฮอกไกโดต้องมา! พบวัตถุดิบสดใหม่ราคาถูก ส่งตรงจากฮอกไกโดได้แล้วที่ “มาโคโตะยะ”

Posted on:

รู้ไหมว่ากลางย่านสุขุมวิท มีซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบอาหารสดจากฮอกไกโด และเป็นที่รู้จักกันดีของชาวญี่ปุ่นที่อาศัยในไทยแวะเวียนมาซื้อของกันเป็นประจำด้วย ถ้าใครอยากทำอาหารญี่ปุ่นให้ได้รสชาติแท้ๆ มาที่ “มาโคโตะยะ” รับรองว่าไม่ผิดหวัง

“มาโคโตะยะ” (Makotoya) เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิทในพื้นที่โครงการพิมาน 49 จำหน่ายวัตถุดิบอาหารสดจากฮอกไกโด สินค้าแปรรูปนำเข้าจากญี่ปุ่น รวมทั้งเครื่องอุปโภค เช่น ของใช้ในครัว กล่องอาหารสำหรับจำหน่ายเทคเอาท์บนชั้น 3 นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ส่งตรงถึงบ้านได้ รองรับทั้งภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย

“มาโคโตะยะ” มีวัตถุดิบอาหารและสินค้าแปรรูปจากฮอกไกโดมากมายให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสดอย่าง เนื้อปลาแซลมอน หอยเชลล์, ผักสดต่างๆ เช่น มันฝรั่ง, ฟักทอง, เครื่องปรุงรสต่างๆ , ข้าวญี่ปุ่น, กับแกล้มอาหารทะเล (ชิมมิ), ถั่วหมักนัตโต, เนื้อวัว ไปถึงเหล้าสาเกที่ผลิตในฮอกไกโด เรียกได้ว่า แค่ซื้อมาทำกินที่บ้านก็ได้สัมผัสรสชาติของฮอกไกโดแล้ว

แต่ใครที่กังวลว่าไม่รู้วิธีการปรุงอาหารญี่ปุ่นเลยจะทำยังไงดี? ไม่ต้องห่วง เพราะที่ “มาโคโตะยะ” มีสินค้าสำเร็จรูปพร้อมปรุงจำหน่ายด้วย เช่น สินค้าขายดี  “HOKKAIDO AKISAKE FRY 8 PCS” หรือปลาแซลมอนฮอกไกโดชุบแป้งทอดแช่แข็งสำเร็จรูปที่เพียงลงทอดในน้ำมันร้อนๆ ก็อร่อยกับรสชาติปลาแซลมอนฮอกไกโดได้ง่าย ๆ ที่บ้านในราคาไม่แพง 8 ชิ้นเพียง 160 บาทเท่านั้นเอง!

นอกจากจำหน่ายสินค้าให้ลูกค้าทั่วไปแล้ว “มาโคโตะยะ” ยังจำหน่ายเชิงธุรกิจให้แก่ร้านอาหารต่างๆ ด้วย ร้านอาหารญี่ปุ่นมากมายเป็นลูกค้าสั่งซื้อวัตถุดิบอาหารกับทางซุปเปอร์ฯ เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มลองรสชาติแท้ๆ ของฮอกไกโด หนึ่งในนั้นคือ “ร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่”

ใครที่อยากลองชิมอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากฮอกไกโด หรือไม่แน่ใจว่าจะปรุงวัตถุดิบออกมาแบบไหนยังไงดี หรือแม้แต่ร้านอาหารที่สนใจใช้วัตถุดิบจากฮอกไกโด เป็นโอกาสดีที่น่าไปลองชิมอาหารที่ “ร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่” เพราะมีโปรโมชั่นพิเศษให้อร่อยได้ทั้งอาหารจากฮอกไกโดและอาโอโมริ เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น!

(*ข้อมูล ณ วันที่ 10 มี.ค. 2565 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่)

ซุปเปอร์มาร์เก็ต “มาโคโตะยะ”
ที่อยู่: 46/12, 46/13 ซอยสุขุมวิท 49 (ซอยกลาง) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทร. 02-258-1028
เวลาเปิดทำการ: เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 8.30 – 19.00 น.

ร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่ สาขาซอยสุขุมวิท 39
ที่อยู่: เลขที่ 1 ซอยพร้อมศรี 1 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทร. 02-261-5351
เวลาเปิดทำการ: เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 17.00 – 24.00 น.
Facebook: torajiro.restaurant

ร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่ สาขาซอยสุขุมวิท 26
ที่อยู่: นิฮมมาจิ ซอยสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
โทร. 02-259-6075
เวลาเปิดทำการ: เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 17.00 – 24.00 น.

 

ร้านอาหารญี่ปุ่นโทราจิโร่ สาขาเชียงใหม่
ที่อยู่: เลขที่ 137 ถนนกำแพงดิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100
โทร. 053-449-053
เวลาเปิดทำการ: วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 16.00 – 23.00 น. (ออเดอร์สุดท้าย 22.30 น.) วันอาทิตย์ ตั้ง 11.00 – 22.00 น. (ออเดอร์สุดท้าย 21.30 น.)

หากใครต้องการนำแนะนำเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบจากฮอกไกโด สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ “สำนักงานฮอกไกโด-อาเซียน (สิงคโปร์)” ซึ่งยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการส่งออกผลิตภัณฑ์และส่วนผสมที่ผลิตในฮอกไกโดโดยเฉพาะ หากคุณต้องการนำเข้าส่วนผสมและผลิตภัณฑ์ของฮอกไกโดในประเทศไทย สามารถติดต่อไปที่ช่องทางติดต่อด้านล่างได้เลย    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “คานากาวะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

Posted on:

วันนี้ ANNGLE ชวนเพื่อน ๆ เก็บกระเป๋าเที่ยวจังหวัดคานากาวะ แม้จะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับ 5 ของประเทศญี่ปุ่น แต่กลับเป็นที่ตั้งของเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างโยโกฮาม่า คามาคุระ และฮาโกเนะ ดังนั้นแน่นอนว่าต้องอัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย วันนี้เราจะพาไปไหนกันบ้างนั้น ไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ!

1. พระใหญ่แห่งคามาคุระ (鎌倉大仏殿高徳院)

kamakura daibutsu

เมืองคามาคุระ ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่อดีต เดิมทีพระใหญ่ตั้งอยู่บริเวณวัดโคโตคุอิน แต่เกิดความเสียหายจากไต้ฝุ่นและสึนามิ เมื่อประมาณศตวรรษที่ 14 และ 15 ทำให้ตัวอาคารพังทลาย เหลือแต่เพียงองค์พระใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง จนทำให้เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองคามาคุระมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคามาคุระด้วย ซึ่งพระใหญ่คามาคุระทำจากทองสำริด มีความสูง 13.5 เมตร ถือเป็นพระใหญ่ที่สูงเป็นอันดับสองของญี่ปุ่น รองจากวัดโทไดจิ จังหวัดนารา เมื่อเข้ามาข้างในก็ต้องชำระร่างกายและจิตใจที่บ่อน้ำให้สะอาดก่อนเข้าภายในวัด ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น เพียงแค่เพื่อนตักน้ำในบ่อมาลูบไล้ใบหน้าและร่างกาย ก็สามารถเข้าไปชมวัดได้อย่างสบายใจแล้วค่ะ

สามารถเข้าชมพระใหญ่ไดบุตสึเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.30 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 200 เยน วิธีการเดินทางนั่งรถไฟสาย Enoden railway line ลงที่ Hase Station แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีค่ะ

ข้อมูลพิ่มเติม kotoku

2. สวนสนุกคอสโม่เวิลด์ โยโกฮาม่า (よこはまコスモワールド)

 

สวนสนุกคอสโม่เวิลด์ สัญลักษณ์เมืองโยโกฮาม่า เป็นสวนสนุกเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมอ่าว แต่อัดแน่นไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Cosmo Clock อดีตชิงช้าสวรรค์ที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ โซน Wonder Amaze แหล่งรวมเครื่องเล่นน่าหวาดเสียว โซน Kid Carnival สำหรับคุณหนู ๆ และโซน Burano Street ที่ตั้งของบ้านผีสิงที่ให้ผู้เล่นถือเทียนเพียงเล่มเดียวเดินเข้าไปภายในบ้าน รวมถึงเขาวงกตและเมืองน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ แถมตอนกลางคืนยังเปิดไฟประดับสร้างความงดงามให้กับสถานที่แห่งนี้อย่างมากเลยละ ที่สำคัญสวนสนุกแห่งนี้ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยนะ จะเสียเฉพาะค่าเครื่องเล่นที่ต้องการเล่นเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเล่นไม่คุ้ม เพราะช่วยประหยัดเงิน ไม่เหมือนสวนสนุกอื่น ๆ ที่จ่ายแบบเหมารวมนั่นเอง ดังนั้นสวนสนุกคอสโม่เวิลด์จึงเหมาะกับเพื่อน ๆ ทุกวัยแน่นอนค่ะ

สวนสนุกคอสโม่เวิลด์เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-20.00 น. และปิดทำการทุกวันพฤหัสบดี ค่าเครื่องเล่นสำหรับเด็กประมาณ 300-500 เยนต่อรอบส่วนเครื่องเล่นที่แพงสุดอยู่ที่ 700 เยนต่อรอบเท่านั้นค่ะ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟ Minato Mirai Station (สาย Minato Mirai, สถานี Sakuragicho Station สาย JR Keihin-Tohoku, JR Negishi หรือรถไฟใต้ดินโยโกฮาม่าสายสีน้ำเงิน และ สถานี Bashamichi Station สาย Minato Mirai

ข้อมูลเพิ่มเติม cosmoworld

3. โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ (横浜中華街)

yokohama china town

โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ นับเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากสมัยก่อนที่นี่เป็นเมืองชายทะเล จึงมีการเปิดเป็นเมืองท่าเพื่อใช้ในการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่นิยมเดินทางมาติดต่อค้าขายเพิ่มขึ้น จนทำให้ที่นี่กลายเป็นไชน่าทาวน์ขนาดใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง มาถึงที่นี่หลาย ๆ คนคงจะพอนึกภาพเยาวราชบ้านเราออกใช่ไหมละคะ เพราะตลอดสองข้างทางมีร้านค้า ร้านอาหารมากกว่า 620 ร้าน ยาวไปตลอดทางเดินเลยละ ทั้งร้านอาหารจากกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ไต้หวัน ร้านชาจีน ร้านติ่มซำ ร้านขายเสื้อผ้าและของใช้ แม้แต่อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยเฉพาะบริเวณซุ้มประตูยักษ์ ที่ว่ากันว่ามาถึงที่นี่แล้วไม่ลอดใต้ซุ้มนี้ถือว่ามาไม่ถึง

และที่โดดเด่นที่สุดก็คงไม่พ้นป้ายแดงเหลืองทองอร่ามของอาคารละแวกนี้ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเรามาอยู่เมืองจีนจริง ๆ เลยละ หากวันไหนโชคดีก็จะได้ชมการเชิดสิงโตและขบวนพาเหรดในวันคล้ายวันเกิดกวันไท วันคล้ายวันเกิดเทพเจ้ามาซุ หรือวันชาติญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ทุก ๆ วันเสาร์ยังมีกิจกรรมไทเก๊กให้เพื่อนได้ลองขยับร่างกายกันด้วยละ

วิธีเดินทางมาโยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ จาก Motomachi-Chukagai Station สาย Minato Mirai Line หรือจาก Ishikawacho Station สาย JR Negishi Line เดินต่อประมาณ 10 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม chinatown

4. สวนซามูเอล (江の島サムエル)

 

สวนสาธารณะซามูเอล หรือสวนพฤกษศาสตร์ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้แบบเขตร้อน ตะวันออก และตะวันตก โดยชื่อซามูเอล มาจากซามูเอล ค็อกกิ้ง พ่อค้าชาวอังกฤษในสมัยเมจิ ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้แล้วสร้างสวนพฤกษศาสตร์เอาไว้นั่นเอง ภายในเพื่อนๆ  สามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้นานาพรรณตามฤดูกาล ทั้งพืชพันธุ์มหาสมุทรแปซิฟิก ดอกทิวลิปในฤดูหนาว รวมถึงยังสามารถชมทิวทัศน์รอบ ๆ ได้จากหอคอยซีแคน ที่สูงประมาณ 120 เมตร อีกทั้งยังสามารถชมวิวอ่าวซากามิได้แบบพาราโนม่า 360 องศาเลยละ วันไหนอากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส จะมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยนะ ยิ่งไปกว่านั้นในตอนกลางคืนยังมีการเปิดไฟประดับเพิ่มสีสันและความสวยงามให้สถานที่แห่งนี้ด้วย

สวนสาธารณะซามูเอลเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. เสียค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 250 เยน สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากชมวิวบนหอคอยซีแคน ต้องเสียเงินเพิ่มอีกผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน วิธีเดินทางจากคามาคุระ นั่งรถไฟ Enoden Train ไปลงที่ Enoshima ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม enoshima seacandle

5. พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (藤子・F・不二雄ミュージアム)

 

ใครเป็นแฟนพี่ม่อนห้ามพลาด กับพิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ หรือพิพิธภัณฑ์โดเรมอนในเมืองคาวาซากิ ซึ่งเป็นเมืองที่ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังเรื่องโดเรม่อน หุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตทำงานอยู่นั่นเอง ภายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 3 ชั้น ที่ชั้นแรกเพื่อน ๆ สามารถชมผลงานของอาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดเรมอน ปาร์แมน นินจาฮัตโตริ ทว่าที่ชั้นนี้มีกฎอยู่คือห้ามถ่ายรูปนะคะ ส่วนชั้นสองเพื่อน ๆ สามารถเพลิดเพลินกับโรงละครหนังสั้น ห้องอ่านการ์ตูน ห้องจำลองในฉากต่าง ๆ รวมถึงเหล่าตัวการ์ตูนที่รอให้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วนชั้นสุดท้ายเพื่อน ๆ สามารถพักทานอาหารอร่อย ๆ ในคาเฟ่โดเรมอน แวะซื้อของที่ระลึกจากตัวการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะได้ด้วย สำหรับที่นี่ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังคำอธิบายภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เพราะที่นี่เขามีเครื่อง Audio Guide ที่มีถึง 4 ภาษาให้เราเลือกด้วยทั้งภาษาญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอังกฤษ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าเท่านั้น ไม่มีตั๋วขายหน้าพิพิธภัณฑ์นะคะ ควรจองตั๋วล่วงหน้า 4-5 วัน และเก็บรักษาตั๋วให้ดี สามารถซื้อตั๋วได้ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ Loppi จากร้าน Lawson ทุกสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. มีรอบเข้าชม 10:00/12:00/14:00/16:00 ปิดทำการทุกวันอังคาร ช่วงโกลเดนวีค และวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 1,000 เยน เด็กอายุ 12-18 ปี 700 เยน เด็กอายุ 4-11 ปี 500 เยน เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าฟรี วิธีการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ Odakyu หรือ Odawara ลงสถานีโนโบริโตะ หรือรถไฟ JR Nambu Line ลงสถานีโนโบริโตะ หลังจากนั้นนั่งรถบัสลายการ์ตูนของพิพิธภัณฑ์บริเวณหน้าสถานีได้เลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม fujiko-museum

6. พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้ง (川崎市立日本民家園)

 

พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้งรวบรวมบ้านญี่ปุ่นแบบโบราณอายุ 200-300 ปี ไว้กว่า 20 หลัง อย่างบ้านไร่ Gasshozukuri บริเวณชิราคาวาโกะ ศาลเจ้า กังหันน้ำบ้านซามูไร บ้านพ่อค้า หมู่บ้านชาวประมง และเวทีคาบุกิในสมัยเอโดะ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนได้ รวมถึงการอนุรักษ์บ้านแบบโบราณของญี่ปุ่นที่กำลังจะสูญหายให้คงเหลือไว้ นอกจากนี้ยังสามารถชมการสาธิตงานฝีมือดั้งเดิม อย่างการย้อมผ้าสีคราม การทุบโมจิ งานหัตถกรรมจากไม้ไผ่ การเล่านิทานพื้นบ้าน เครื่องมือและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน แถมเพื่อน ๆ ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการย้อมผ้าสีคราม เพื่อทดลองทำผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าพันคอด้วยตนเองได้ด้วย แต่อาจต้องเสียเงินเพิ่มเล็กน้อย หากวันไหนโชคดีก็จะได้ชมการแสดงสิงโตเต้นรำด้วย และในโอกาสสำคัญทุก ๆ ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังรวบรวมคอเลกชั่นภาพสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยเอโดะอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้งเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.30-17.00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ และช่วงวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยน เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ JR Nambu จากสถานี Kawasaki มาลงที่สถานี Noborito แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม nihonminkaen

7. พิพิธภัณฑ์ราเมงชินโยโกฮาม่า (新横浜ラーメン博物館)

 

 

นอกจากจะมีพิพิธภัณฑ์คัพนูดเดิ้ล ของนิชชินแล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ราเม็งที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับราเม็ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาที่มีรากฐานมาจากประเทศจีน ราเม็งแต่ละชนิด และน้ำซุปอีกกว่า 40 ชนิด ซึ่งตัวพิพิธภัณฑ์จะจำลองมาจากหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ โดยมีคอนเซปว่าอยากให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสราเม็งต่าง ๆ จากทั่วประเทศญี่ปุ่นได้ในที่เดียว ในชั้นแรกจะเป็นการรวมร้านค้าราเม็งต่าง ๆ ชื่อดังประมาณ 9 ร้าน และมีเมนูเด็ดๆ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดเลือกเมนูจากตู้อัตโนมัติหน้าร้านได้เลย ส่วนชั้นสองเป็นการจำลองถนนและอาคารบ้านเรือนในชิตามาชิ เมืองเก่าของโตเกียว ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีเมนูราเม็งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รวมถึงเป็นที่ตั้งของร้านราเม็งอีก 3 ร้าน และชั้นสุดท้ายจะเป็นที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของราเม็งในแต่ละภูมิภาค ทั้งน้ำซุป ท็อปปิ้ง และชามราเม็ง รวมถึงของที่ระลึก วัตถุดิบที่ใช้ในการทำราเม็ง ให้เพื่อน ๆ ได้จับจ่ายนำไปทำเป็นราเม็งแสนอร่อยที่บ้านได้ด้วย

พิพิธภัณฑ์ราเม็งชินโยโกฮาม่าเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 11:00 – 22:00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 310 เยน สำหรับเด็กเสียค่าเข้าชมคนละ 100 เยน วิธีเดินทางจากสถานี Yokohama ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Yokohama city subway มาลงที่สถานี Shinyokohama แล้วออกทางออกหมายเลข 8 เดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม raumen

8. พิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย (星の王子さまミュージアム)

 

ใครที่ชอบวรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อย ไม่ต้องไปไกลถึงฝรั่งเศส เพื่อน ๆ สามารถมาสัมผัสกลิ่นอายสไตล์ยุโรปได้ที่ญี่ปุ่น วรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อย เป็นผลงานของแซง แต็กซูเปรี ที่จะทำให้เพื่อน ๆ ย้อนวัยเด็กและอบอุ่นหัวใจทุกครั้งเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย หรือ Le Petit Prince Museum ซึ่งภายในจะถูกตกแต่งเป็นเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส บ้านเกิดของแซง แต็กซูเปรี รวมถึงอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ก็เป็นสไตล์ยุโรป โดดเด่นด้วยน้ำพุรูปปั้นเจ้าชายน้อยที่ยืนอยู่บนดวงดาวรอบ ๆ พิพิธภัณฑ์แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ เป็นการจำลองมาจากหมู่บ้านในแคว้นโปรวองซ์ และเมืองลียงในปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่แซง แต็กซูเปรีอาศัยอยู่ในวัยเด็ก ก่อนจะไปเป็นนักบินนั่นเอง เพื่อน ๆ สามารถซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับเรื่องเจ้าชายน้อย และพักทานอาหารฝรั่งเศสสไตล์โปรวองซ์ได้ที่นี่อีกด้วย

สำหรับค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์เด็กอายุ 6-15 ปี 700 เยน นักเรียน 1,100 เยน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 1,100 เยน และบุคคลทั่วไป 1,500 เยน วิธีเดินทางจากสถานีฮาโกเนะ ยูโมโตะ มาลงที่ป้ายรถเมล์ Kawamukai Museum of The Little Prince หน้าพิพิธภัณฑ์ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม tbs

 

9.ทะเลสาบอาชิ (芦ノ湖)

ashi lake

ล่องเรือโจรสลัดไปบนทะเลสาบอาชิ ทะเลสาบชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากการประทุของภูเขาไฟฮาโกเนะเมื่อ 3,000 ปีก่อน โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเลยละ เพื่อน ๆ สามารถล่องเรือโจรสลัดชมทะเลสาบอะชิ โดยเรือจะวิ่งวนเป็นวงกลม คือ Togendai – Motohakone-ko – Hakonemachi เรือที่ใช้นำชมนั้นไม่ใช่เรือข้ามฟากแต่เป็นเรือสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยเรือทุกลำจะมีดาดฟ้าให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมายืนชมวิว บริเวณยอดเสากระโดง หรือถ่ายรูปเล่นได้ แถมบนเรือยังมีการตกแต่งให้คล้ายเรือโจรสลัด เหมือนอยู่ในเรื่อง One Piece เลยละ! ซึ่งเรือชมทะเลสาบมีทั้งหมด 4 ลำ แต่ละลำก็จะแตกต่างกันไป เช่น สีแดง The Royal เป็นเรือโจรสลัด สีเขียว The Vasa เป็นเรือรบสวีเดน สีขาว The Frontier เรือรบอังกฤษ และสีน้ำตาล The Victory เรือรบอังกฤษโบราณ

เพื่อน ๆ สามารถเลือกล่องเรือได้ 2 แบบ คือ Hakone Sightseeing Boats และ Izuhakone Sightseeing Boats ซึ่งจะออกจากท่าเรือ Moto-Hakone และ Haknone-machi แล้วไปลงที่ท่าเรือ Togendai และ Kojiri ค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 เยน วิธีเดินทางจาก Hakone-Yumoto สามารถนั่งรถบัสมาได้เลย ใช้เวลาประมาณ 35 นาที หรือนั่งรถบัสจาก Odawara ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม travelwithjoshcohen

 

10.หุบเขาโอวาคุดะนิ (大涌谷温泉)

Owakudani

โอวาคุดะนิ คือ หุบเขาภูเขาไฟที่เกิดจากการปะทุของภูเขาคามิซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเมืองฮาโกเนะ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ภูเขาแห่งนี้เกิดระเบิดไอน้ำร้อนครั้งใหญ่ ทำให้มีไอน้ำร้อนลอยขึ้นมาอยู่ตลอดบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งคล้ายกับปากนรก จึงเรียกกันว่าหุบโอวาคุดะนิ หรือหุบเขานรกนั่นเอง แถมที่นี่ยังถูกใช้เป็นฉากการ์ตูนเรื่อง Evangelion: New Theatrical Edition ด้วย เมื่อมาถึงที่นี่เพื่อน ๆ จะพบกับกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกมาอยู่ตลอดเวลา พร้อมกลิ่นกำมะถันที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในออนเซ็นบริเวณนั้นอยู่หลายที่ ทว่าที่โอวาคุดานิไม่ได้โดดเด่นแต่เพียงออนเซ็นเท่านั้น เพราะเพื่อน ๆ สามารถทดลองทำ Kuro Tamago หรือไข่ดำ ซึ่งเป็นไข่ที่นำไปต้มในบ่อกำมะถันของหุบเขาโอวาคุดานิ ไข่ดำนี้จะดำแค่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น เนื้อและรสชาติข้างในยังเหมือนไข่ต้มธรรมดา ว่ากันว่าถ้าได้กินไข่ดำ 1 ฟอง จะอายุยืนขึ้นไปอีก 7 ปีเชียวนะ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งกระเช้าชมแร่กำมะถันและควันที่พวยพุ่งออกจากปากปล่องภูเขาไฟได้ด้วย

หุบเขาโอวาคุดะนิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30 -17.00 น. เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับไข่ดำสามารถซื้อได้ในราคาถุงละ 500 เยน มีทั้งหมด 5 ฟอง วิธีเดินทางเพื่อน ๆ สามารถเดินจาก Owakudani station มายังหุบเขาได้เลยค่ะ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที และที่สถานียังเป็นอีกหนึ่งจุดในการขึ้นกระเช้าโรปเวย์ด้วย ส่วนราคาจะแตกต่างกันไปตามจุดหมายของแต่ละสถานีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม owakudani

 

คานากาวะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดสำหรับประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศญี่ปุ่น จากเมืองท่าเรือโยโกฮาม่าที่ได้รับอิทธิพลและวัฒนธรรมแปลกใหม่จากต่างประเทศ ทำให้จังหวัดนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะฉะนั้นมาถึงเมืองท่าทั้งทีก็ต้องไม่พลาดทานอาหารทะเลสด ๆ รวมถึงการชมวิวโรงงานตอนกลางคืนที่เมืองคาวาซากิซึ่งตอนนี้ก็กำลังบูมมากเลยละค่ะ หากเพื่อน ๆ คนไหนมีโอกาสไปเที่ยวละก็ อย่าลืมแชะภาพมาอวดกันบ้างนะ!  สล็อตเว็บตรง